chapter 54 ทำนาย

posted on 29 May 2014 02:07 by theevilaspire in novel directory Fiction

 ใกล้ค่ำ หญิงชราผมขาวโพลนยาวจรดแผ่นหลังกำลังเทอาหารให้กับหมาแมวจรจัดในสวนสาธารณะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเธอสวมชุดคลุมดูรุงรังแปลกตา ลายดวงจันทร์และดวงดาว ห้อยลูกปัดหลากสี ผมสีดอกเลา สวมฮูดปิดอำพรางใบหน้า มือเหี่ยวแห้งโรยอาหารจากถุงขนาดย่อมให้กับบรรดาสุนัข และแมวจรหลายต่อหลายตัว
            ทุกตัวดมดอมเล็กน้อยก่อนจะกลืนกินอย่างเร่งรีบด้วยความหิว

         หญิงชราหันมองดูนกกาตัวหนึ่งบินมาเกาะสายไฟบนเสาไฟฟ้าด้านหน้าเธอ และจ้องมองอย่างไม่วางตา

         “ออกมาสิ เจ้าชาย” หญิงชราเอ่ยขึ้น “หรือให้ข้าเรียกว่าอู๋หมิงอ๋อง”

         “เสียดสีข้าพอแล้ว ซีลิเน่...” มารหนุ่มเอยขึ้นขณะเขาเดินมาในชุดสูทสีดำ มีนกกาตัวใหญ่ตัวหนึ่งเกาะไหล่อยู่

         พริบตาเหล่าสัตว์จรก็หันมาขู่มารหนุ่ม หลายตัววิ่งเตลิดไปทันทีที่เห็น และสุดท้ายทุกตัวก็ถอยห่างออกไปหมอบนิ่ง

          “ครั้งแรกที่เจ้ามาหาข้า ขบวนเจ้าเต็มไปด้วยเกวียนและม้ากว่าพันตัว แล้วดูเจ้าตอนนี้สิ” ปีศาจสาวกล่าวด้วยเสียงหวานใสผิดจากรูปลักษณ์

           “ยุคนั้น เจ้าเป็นอี้จีที่งามที่สุดในนครจนเหล่าแม่ทัพ จองหงวน หรือแม้แต่ องค์ชายได้แต่หวังค้างกับเจ้าสักคืน...” มารหนุ่มพูดตอบ

          “สิ่งที่เจ้าจะทำมันอันตราย” ซีลิเน่กล่าวตอบ และหันมองในคราบของหญิงชรา
          “ไม่นับที่เจ้าส่งเสริมเจ้ามนุษย์โง่นั่นคิดต่อต้านข้าโดยการฆ่าเพื่อนตัวน้อยของข้า เจ้าติดค้างข้าเรื่องนั้น วันนี้ข้าต้องการรู้” มารหนุ่มพูดกล่าวถึงในตอนที่เกิด The Great sparrow campaign ช่วงปี 1958 - 1962 ที่เกิดการสังหารนกกระจอกไปจำนวนมากของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่งผลให้เกิดโรคระบาดคร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่ายี่สิบล้าน

          “เรื่องอดีตปล่อยผ่านไปเถิด...ข้าทัดทานมันแล้ว เจ้ามนุษย์โง่เขลานั่น” ปีศาจสาวในร่างหญิงชราชำเลืองมองไปทั่วอย่างช้าๆ “ทำให้มวลปักษีโกรธา มังกรจะมาแผดเผาไปทั้งแคว้น”

           ปีศาจสาวสูดกลิ่นในอากาศ

          “เรียกเธอออกมาหน่อยได้ไหม... แม่หนูคนนั้น”

         มารหนุ่มที่ได้ยินก็ทำสัญญาณมือเบาๆ ให้เรย์ค่อยๆ เดินออกมา

         ในสายตาของเรย์ ซีลิเน่เป็นปีศาจที่แสนจะสวยงามผิดมนุษย์นัก ผิวละเอียดเหมือนเทียนไข รองเรืองน้อยๆ ราวกับไฟตะเกียง นิ้วเรียวยาวเป็นลำดังเทียนไข ร่างเล็กเหมือนสาวรุ่น ดวงตาสีดำขลับกลมโตเหมือนเนื้อทราย ขาดแต่เส้นผมเธอกลับสีขาว และดูผุกร่อนเหมือนเศษเปลือกไม้ และมีรอยสักแปลกตาที่เนินอก เป็นอักขระโบราณ เธอสวมชุดไหมสีอ่อน สวมกำไลทองคำที่แขนทั้งสองข้าง มองผิวเผินคงเหมือนมนุษย์ หากแต่นอกจากผิวพรรณดูส่องแสงงามตาของเธอแล้ว เรย์สังเกตเห็นเขาสีดำเล็กๆ ที่ไหล่ ทั้งสองข้างและรอยเหมือนกับเหงือกปลาที่ไหปลาร้า กับดวงตาที่หากมองดีๆ จะพบว่าโตผิดส่วนจากมนุษย์อยู่มาก หากเธอไม่สวมแพรพรรณบางเบาเช่นนี้ เรย์เองก็คงสังเกตได้ยาก

            “ยินดีที่ได้พบ สัจจะเนตรผู้ลือชื่อ... ข้าคือ ซิลิเน่ ฉายามารจันทราผู้หยั่งรู้”

 ซิลิเน่ผายมือเรียวยาวไปที่เรย์ ราวกับอยากสัมผัสเธอเหลือเกิน

             “เจ้าคงรู้ข้ามาทำไม ซิลิเน่” มารหนุ่มถามทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เรย์ที่นิ่งค้างอยู่ได้ทำอะไร “ทำไมปีศาจที่มีนิมิตทั้งหมดถึงซ่อนตัว”

               “คำตอบนั่นเจ้าก็น่าจะรู้” ซีลีเน่หันมองมารหนุ่มขณะพูดพลางพรายยิ้ม พลางขยิบตาให้เรย์อีกครั้งหนึ่ง

             “ขอข้าสัมผัสแก้มใสๆ นางตอบแทนเรื่องนี้ได้ไหม...”

               “ไม่ ข้าไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร...” มารหนุ่มพูดตัดบทของปีศาจสาว

              ซีลิเน่กรอกตากลับมามองมารหนุ่ม “ตัวนางกลิ่นหอมราวกับดอกไม้ป่า คล้ายนางจริงอย่างที่พวกนั้นว่า” ซีลิเน่หัวร่อเล็กๆ ในลำคอ และช้อนสายตามองเรย์

               “พวกเราเห็นอนาคต เราเลยซ่อน เราไม่รู้ใครทำ การเห็นอนาคตก็เหมือนเปิดทีวีแล้วเจอภาพมั่วๆ ยกเว้นว่าเจ้าจะถักทอเรื่องราวเอาเองเหมือนช่างเย็บเสื้อจากเศษผ้า”

               “อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น” มารหนุ่มถาม

               ซิลิเน่ยิ้มอีกครั้งหนึ่ง รอยยิ้มใหม่กว้างกว่าเดิมจนดูน่ากลัว “เจ้าน่าจะเรียนรู้เรื่องการทำนายจากกรีกแล้ว และที่แอตแลนติสก็ด้วย”

              มารหนุ่มเงียบไป

              “อะไรคะ” เรย์เห็นท่าทีของมารหนุ่ม แววตาสีแดงครุ่นคิดบางอย่าง ขณะที่อีกาตัวใหญ่ที่ไหล่เริ่มส่งเสียงแหลมเล็ก และกระพือปีกบินออกไป

              “จะเกิดเมื่อไหร่” มารหนุ่มถาม

             “ข้าไม่รู้... แต่เร็วๆนี้แน่” ซิลิเน่พูดจบก็ยืนขึ้น และถอนสายบัวให้มารหนุ่มอย่างเรียบง่าย ราวกับนางวังที่ชำนาญ และค่อยๆ เลือนหายไปราวกับเป็นเพียงไอของแดดจ้า

              เรย์ตกใจมากเมื่อสิ่งที่เห็นอยู่หายไปในพริบตา 

             “หนึ่งในพลังของ ซิลิเน่คือสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ที่แสงจันทร์สาดส่องถึง” เขามองท้องฟ้า “พระจันทร์ขึ้นแล้ว ตอนนี้นางคงอยู่สุดขอบโลกที่ไม่มีใครหาเจอแน่ เผลอๆ อาจจะอยู่บนดวงจันทร์ก็ได้”

 

          ในรถลิมูซีน มารหนุ่มกดคุยกับอสูรที่ขับรถ เพื่อให้เร่งพาทั้งสองสู่สนามบินให้เร็วที่สุด

              “ที่บอกว่าเหมือนแอตแลนติสหมายความว่าไงคะ”

               “มันจมลงเพราะวิทยาการสงคราม ม้วนสัญญาถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ไขเรื่องนั้นก่อนที่เรื่องจะเกิดเสียอีก...  แต่ที่แย่กว่าคือ สิ่งที่ใช้ในการทำนายอนาคตอันแม่นยำที่ปีศาจแต่หนแรกสร้างขึ้น”

                มารหนุ่มพูดพลางหยิบม้วนสัญญาขึ้นมาฉายภาพสามมิติของเกาะอันศิวิไลซ์ให้กับเรย์ดู ภายในรถ

               “พอเห็นอนาคต อนาคตจะกำหนดการกระทำของเรา พอเห็นสงคราม เราจะก่อสงคราม เพื่อให้เกิดความได้เปรียบศัตรูของเรา ถ้าเราเห็นว่าจะแพ้เรายิ่งเสริมอาวุธที่ร้ายแรง เพื่อเปลี่ยนอนาคต ทว่าพอรู้ว่าจะชนะเราจะยิ่งลำพองและความเสียหายมีแต่จะรุนแรงขึ้น”

              ภาพเกาะทั้งเกาะถูกระเบิดที่รุนแรงกว่านิวเคลียร์ และระเหยเป็นไอไปอย่างรวดเร็ว แผ่นดินจมลงสู่ก้นทะเลราวกับเป็นเพียงเศษกระเบื้อง

           “คุณอยู่ตรงนั้น” เรย์พูดออกมาทันทีที่เห็นภาพฉายราวกับเป็นภาพยนตร์

           “เปล่า ผมดูอยู่ห่างออกไปหลายแสนไมล์เพราะเกินกว่าจะช่วยเหลือ”

            เรย์ได้แต่นิ่งเงียบ เธอเริ่มคิดบางอย่างพลางหยิบสมุดจดของตัวเองมาพลิกหาข้อมูลที่เหมือนขาดหายไปได้ถูกต่อเติมซึ่งอาจสานผลลัพธ์ใหม่ให้เธอได้           

            อีกด้านหนึ่ง

              ในโลกกระจก เทสล่าขีดเขียนกระดานดำอยู่เพียงลำพังในความเงียบ กระดานดำอันใหญ่ เผยอักขระและสมการเครื่องหมายกำกับทางคณิตศาสตร์มากมายหลายร้อยบรรทัด หากแต่แทนค่าด้วยภาษาโบราณที่ไม่มีใครรู้จัก มือทั้งสองเปื้อนชอล์กสีขาวจากการลบไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

             หลังจากขีดเขียนไปสักพัก ชอล์กในอุ้งมือของเขาก็หักลงจากแรงกด เศษชอล์กร่วงจากมือกลิ้งตกลงไปบนพื้น

              เทสล่าหยุดมือ ขณะอีกฟากหนึ่งของกระจก มีแพนซี่ยืนอยู่ ในร่างสาวใหญ่ในสูทสตรีดูทันสมัย

              “ออกมาคุยกับข้าหน่อย” แพนซี่พูดเสียงแหบพร่า

               เทสล่าก้มลงเก็บชอล์กบนพื้น และหันกลับไปมอง “ต้องการอะไร” เทสล่าตอบเสียงห้วนสั้น

               แพนซี่ไม่โต้ตอบ แค่เอานี้วไล้ไปมาบนกระจก “เราขาดเครื่องสังเวยอีกมาก เจ้าคิดได้แล้วเหรอว่าจะหาจากที่ไหน”

                  เทสล่าหันมองปีศาจสาวอีกครั้งด้วยหางตา ขณะหยิบชอล์กจากกระเป๋ากางเกงมาฝนให้มน ก่อนจะขีดเขียนต่อ “มันไม่ยากขนาดนั้น หรอก แค่ขยายมนตราให้ครอบคลุมมากขึ้น ก็ได้เครื่องสังเวยตามต้องการเอง”

                  “ถ้ามนุษย์ตายมากเกินไปแล้วเราจะปกครองอะไร... กองกระดูกเหรอ” แพนซี่โต้คำของปีศาจเนตรสีเทา

                เทสล่าฟังจบก็หันกลับมา เดินอย่างช้าๆ ทะลุกระจกบานใหญ่ไปสู่โลกเดิม

                    เขาชูแขนขึ้นมา แล้วเหวี่ยงแขนของตนฟาดกับโต๊ะกลมไม้สักขนาดเล็กใกล้ตัวอย่างจังจนผิวสีเขียวแตกออก ราวเศษกระจก เผยสีผิวขาวโพลนภายใน

                    “เจ้านี่มันโง่เขลาจริงๆ ข้าจะบอกให้ เมื่อถึงตอนนั้น มนุษย์จะตายหมดเกือบ 99%” พูดจบเทสล่าก็ใช้มือข้างที่แตกออกคว้าไปที่คอของแพนซีอย่างรวดเร็วและออกแรงบีบ

                  แพนซี่ที่เห็นท่าไม่ดีก็คืนร่าง แต่สายเกิน ตอนนี้เทสล่าคว้าคอนางไว้แล้ว ยกร่างปีศาจสาวสูงขึ้น เลือดที่คอเริ่มไหลซึม

                    “อย่าขัดขวางงานของข้า นังโง่” เทสล่าพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราดแล้วเหวี่ยงแพนซี่ไปไกลจนชนกับชั้นหนังสืออย่างรุนแรง

                      ร่างที่ร่วงหล่นราวกับเศษไม้ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นช้าๆ

                        นางแยกเขี้ยวขู่ราวกับสัตว์ร้าย ก่อนจะค่อยๆ ล่าถอยไปในความมืด

                     เทสล่าเมื่อเห็นว่าปีศาจสาวลับตาไปแล้วก็เริ่มร่ายคาถา จนเปลือกหุ้มกายาสีเขียวค่อยๆ ลามเลียจนเต็มมือและแขนข้างที่เปลือกแตกออก จนสมบูรณ์ดังเดิม